ภาษาไทย
  หน้าแรก     สินค้า     เกี่ยวกับเรา     บทความ     วิธีการชําระเงิน     ติดต่อเรา  
เข้าสู่ระบบ!!      
ค้นหา:
สถิติของเวบไซต์

เปิดเวบเมื่อ 20/08/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 15/04/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 4812
หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (4812)
 นวนิยาย
 หนังสือแปล/วรรณกรรมแปล
 หนังสือเด็ก
 หนังสือฝึกภาษา
 หนังสือภาษาต่างประเทศ
 จิตวิทยา / ปรัชญา / จิตวิญญาน
 ประวัติศาสตร์/โบราณคดี/ชีวประวัติ/สารคดี
 สืบสวน/สอบสวน/ฆาตกรรม/ลึกลับ
 คู่มือความรู้ทั่วไป/อาหารการกิน
 โหราศาสตร์
 เบ็ดเตล็ด/ปกิณกะ
 สารคดี/ ท่องเที่ยว
 วรรณกรรมเยาวชน
 สุขภาพ
 Scholastic-หนังสือต่างประเทศ
 หนังสือมือสอง
 หนังสือมือสอง(สภาพใหม่)
 หนังสือพระราชนิพนธ์
 พุทธศาสนา
 หนังสือ-ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
 USBORNE children book
 Text Book
 สามก๊ก
 หนังสือชุดแนะนำ
 หนังสือมือสองมาใหม่

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน
จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

เว็บลิงค์
ช้อปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดในไทย
อาณาจักรของมือสอง
ประมูลสินค้าออนไลน์
ตลาดค้าส่งสินค้า
หางาน-หาคน ฟรี.!
ฟรี.! เว็บไซต์สำเร็จรูป
ระบบชำระเงินออนไลน์
ความรู้เกี่ยวกับ E-commerce
ตลาดสินค้าแฟชั่น
จดโดเมน
โฮสติ้ง ฝากเว็บไซต์
เล่นเกมส์ออนไลน์ ฟรี.!
ฝากไฟล์ อัพโหลด
สร้าง Blog ของตัวเอง ฟรี.!
พิกโพสต์ ประกวดภาพ




ร้าน book2t   ศูนย์รวมหนังสือนวนิยายออนไลน์ทั้งหนังสือแต่ง- แปล ทั้งในและต่างประเทศ

ยอดขายติดอันดับ"นวนิยายขายดี" รวมทั้ง หนังสือต่างประเทศเนื้อหาดีๆจากสำนักพิมพ์ Scholastic

โทร.สั่งซื้อโดยตรง: ตุ๊ก 086-332-0515   ********    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ

รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> หนังสือแปล/วรรณกรรมแปล >> สันสกฤต >> ส่าหรีอลหม่าน The Case of the Missing Servant /sk

ส่าหรีอลหม่าน The Case of the Missing Servant /sk - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
ส่าหรีอลหม่าน The Case of the Missing Servant /sk






  Tell a Friend

ส่าหรีอลหม่าน The Case of the Missing Servant /sk

รหัสสินค้า: 003346
ราคาปกติ 320.00 บาท
ราคาพิเศษ 288.00 บาท
ประหยัด 32.00 บาท
รายละเอียด:

ชื่อเรื่อง  ส่าหรีอลหม่าน The Case of the Missing Servant

ผู้แต่ง : มาร์ค ทวิน ฮอลล์
ผู้แปล : วิญา

1ใน10 หนังสือสืบสวนยอดเยี่ยมของนิวยอร์กไทม์ส ปี 2009

เรื่องย่อ

วิท ปุรี นักสืบชั้นครูแดนภารตะ!! รับสืบคดีความให้ทนายความตงฉินที่ถูกข้อหาอุ้มฆ่าสาวใช้ในบ้าน  พบกับวิธีการสืบสวนที่ซับซ้อน ยอกย้อน เฮฮา สลับกับความสับสนอลหม่านสไตล์อินเดีย ที่แม่นยำราวจับวาง

 

ทดลองอ่าน


                 “ความดันสูงขึ้นอีก โอกาสเป็นเบาหวานกับโรคหัวใจมีแน่อยู่แล้ว อย่าเพิ่มโรคอ้วนอีกโรคเลย”

                 ปุรีนึกถึงคำเตือนเข้มงวดของหมอโมหัน พลางฝังเรียวฟันลงในปาโกรา 1ทอดกรอบร้อนๆ อีกอัน ปุ่มรับรสสะท้านรับความมันเค็มของแป้งกรอบ ผสมกับความเผ็ดร้อนจากพริกเขียว ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำจิ้มสีแดงรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม เขาพึงใจอย่างประหลาดที่ได้ขัดคำสั่งคุณหมอ

                 แต่นักสืบใหญ่วัยห้าสิบเอ็ดนึกถึงศรีภรรยา ก็อดสันหลังวาบไม่ได้ นางจะว่ากระไร หากรู้เรื่องที่เขากินจุบจิบระหว่างมื้อ แถมยังเป็นอาหาร “นอกบ้าน”ที่นางไม่ได้เตรียมทำมาให้กับมือ (หรืออย่างน้อยก็มือของบ่าวบริวาร)

                 เพราะตระหนักดีถึงเรื่องนี้ ปุรีจึงต้องระวังไม่ให้คราบน้ำมันเปื้อนเสื้อปรากฏเป็นหลักฐาน เมื่อกินของว่างเสร็จสรรพ กำจัดกล่องอาหารทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาจัดแจงล้างมือขจัดคราบน้ำจิ้ม ตรวจซอกเล็บที่ตัดไว้อย่างประณีต พินิจดูตามซอกฟันไม่ให้มีเศษใดๆ หลงเหลือฟ้องความเกเรของตน แล้วหยิบซ้อนฟ์2ใส่ปากตบท้าย เพื่อลมหายใจหอมสดชื่น

                ตลอดเวลา ปุรีไม่ได้ละสายตาจากบ้านฟากตรงข้ามและถนนเบื้องล่างเลย

                ตามมาตรฐานกรุงเดลี ถนนหนทางในย่านพักอาศัยสายนี้เงียบสงบและสะอาดเตะตาทีเดียว ผู้พักอาศัยในดีเฟนซ์โคโลนีย์เป็นคนชั้นกลางระดับสูงจำพวกอภิสิทธ์ชนทั้งหลาย อันได้แก่ ทหารบกทหารราบ แพทย์ บรรดาวิศวกรบาบู3ของรัฐ พวกกระจอกข่าวเพรส-วัลลาฮ์4ก็พอจะมีให้เห็นบ้าง ทุกคนต่างช่วยกันรักษาชุมชนโดยต่างพากันล้อมรั้วให้เป็นเขตปลอดอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และสวะมนุษย์ ที่มักมีให้เห็นทั่วไปในอินเดีย คนพำนักอาศัยย่านนี้สามารถเดินเหินไปตามถนนปลอดขยะ หรือเอ้อระเหยลอยชายในสวนสาธารณะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกขอทานรูปร่างพิกลพิการมากวนใจ  หรือต้องคอยเดินหลบพวกช่างเชื่อมดัดโลหะที่ง่วนอยู่กับการบัดกรีเหล็กอัลลอยด์ตามบาทวิถี  หรือต้องคอยหลีกทางคนขายเนื้อฮาลาลที่กำลังเชือดไก่

                ครอบครัวส่วนใหญ่ที่อาศัยในดีเฟนซ์โคโลนีย์ เป็นชาวปัญจาบ ผู้ดั้นด้นมากรุงเดลีในฐานะผู้ลี้ภัย ภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือด แบ่งแยกดินแดนแห่งอนุทวีปอินเดียเมื่อปี 1947 หลายทศวรรษผ่านพ้นพงศ์พันธุ์วงศ์วานเพิ่มขึ้น ฐานะเจริญรุ่งเรืองขึ้น และได้ขยับขยายบ้านช่องเดิมๆ ให้กลายเป็นคฤหาสน์สไตล์คิวบิสม์รูปทรงเรขาคณิตทันสมัย ก่ออิฐถือปูน ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงบ่งบอกอาณาบริเวณ พร้อมประตูรั้วเหล็กดัดแน่นหนา

                 บ้านแต่ละหลัง จะเรียกว่าเป็นครัวเรือนระดับเจ้าขุนมูลนายขนาดย่อมก็ว่าได้ มีการว่าจ้างบริวารคนรับใช้ครบทุกตำแหน่ง ดูอย่างบ้านเลขที่76บล็อกดีบ้านหลังที่ปุรีกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวนั่นเจ้าของบ้านจ้างคนรับใช้ทำงานเต็มเวลาไม่ต่ำกว่าเจ็ดชีวิต ประกอบด้วยสารถีสองนาย คนทำอาหารหนึ่งคน สาวใช้ซักผ้าหนึ่งนาง ที่รับตำแหน่งปัดกวาดเช็ดถูด้วย เด็กรับใช้ในบ้านอีกหนึ่งคน และยามรักษาความปลอดภัยอีกสองนาย คนงานสามคน “อาศัย” ในบ้าน โดยพักรวมกันในห้องบาร์ซาติ5ใต้หลังคา ยามรักษาความปลอดภัยกะกลางคืน นอนในป้อมยามตรงนอกประตูรั้ว ซึ่งถ้าพูดกันตามหลักแล้ว ถือว่าละเมิดกฎ

                 บ้านหลังนี้ ยังจ้างคนล้างจานที่ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ คนเก็บกวาด คนสวน และเพรสซิ่ง-วัลลาฮ์6ซึ่งรายนี้ตั้งแผงรับรีดผ้าใต้ต้นสะเดาบนถนนสายเดียวกันด้วย มีเตาถ่านหนักๆเป็นเครื่องมือทำมาหากิน รับรีดผ้าหลากประเภท ทั้งส่าหรี7ผ้าไหม ชุดซัลวาร์8ผ้าฝ้าย ตลอดจนกางเกงยีนส์

                 จากจุดซุ่มมองในห้องเกสท์เฮ้าส์ที่ปุรีเช่าไว้ เขาเห็นสาวใช้ผิวค่อนข้างคล้ำ ที่รับหน้าที่ทั้งซักผ้าและทำความสะอาดบ้าน กำลังแขวนชุดชั้นในบนราวตากผ้าบนดาดฟ้า มาลี9กำลังรดน้ำต้นไม้ในกระถางบนระเบียงชั้นสอง คนปัดกวาดกำลังผลาญน้ำอันมีค่าเป็นแกลลอนๆ ฉีดน้ำทำความสะอาดพื้นหินอ่อนที่ลานหน้าบ้าน ถัดออกไปที่ถนน คนครัวกำลังเลือกซื้อพริกเขียวจากสับซี-วัลลาฮ์10ที่เร่เข็นเกวียนไม้ขายผักไปตามบ้าน พลางป่าวประกาศเป็นระยะว่า “สับซี-วัลลาฮ์มาแล้วจ้า!”

                ปุรีได้วางตัวทูบไลท์กับนายฟลัช สองลูกทีมนักสืบมือฉมังที่สุดของเขา ไว้บนถนนสายเดียวกัน

                ทูบไลท์และฟลัช ไม่ใช่ชื่อจริงของสองหนุ่มหรอก แต่ตามประสาชาวปัญจาบ ปุรีตั้งฉายาให้กับคนรู้จักแทบทุกราย ทั้งลูกน้อง ญาติโกโหติกา และเพื่อนสนิทมิตรสหาย อย่างเช่นภรรยา เขาเรียกนางด้วยชื่อเล่น รุมปี คนขับรถหน้าใหม่ได้ชื่อว่า แฮนด์เบรค – คันเบรคมือรถ และเด็กออฟฟิศสันหลังยาวได้สมญานามว่า ดอร์สต็อป – ที่กั้นประตู

                ทูบไลท์ได้ฉายาดังกล่าว เพราะความเป็นคนขี้เซาขนาดหนัก ตอนเช้าต้องปลุกกันนานกว่าจะค่อยกระพริบตาตื่นเหมือนทูบไลท์ – หลอดนีออนกระพริบ เขาเป็นหนุ่มวัยสี่สิบสามปี มีโคตรเหง้ามาจากตระกูลหัวขโมย ซึ่งสืบต่อกันมาทางพันธุกรรม จึงเก่งกาจหาตัวจับยากในเรื่องการถอดรหัสงัดแงะกุญแจตู้เซฟ และเครื่องยนต์กลไกตั้งแต่ตัวยังกะเปี๊ยก

               ส่วนนายฟลัชได้ชื่อว่าฟลัช เพราะที่บ้านเขามีส้วมแบบฟลัช – ชักโครก  ซึ่งนับเป็นชักโครกแรกของหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไปของรัฐหรยาณา ฟลัชเป็นยอดอัจฉริยะทางคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ครั้งหนึ่งตอนทำงานให้หน่วยสืบราชการลับแห่งอินเดียเขามีความสามารถถึงขนาด แอบติดตั้งเครื่องดักฟังในฟันปลอมของเอกอัครราชทูตแห่งปากีสถาน

               ห่างออกไปสามสี่กิโลเมตร มีสมาชิกอีกคนของทีมคอยท่าอยู่ เธอคือเฟซครีม ผู้ที่จะรับบทสำคัญยิ่งในเย็นวันนั้น เฟซครีมเป็นสาวน้อยแสนสวยแสบซ่าชาวเนปาล ตอนวัยรุ่นเธอหนีออกจากบ้าน เพื่อไปร่วมกลุ่มกบฎเหมาอิสต์หัวรุนแรง แต่ต่อมาเริ่มตาสว่าง เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของการประท้วง จึงหลบหนีเข้ามาอยู่ในอินเดีย สาวเจ้ามักต้องสวมบทปลอมตัว ประเดี๋ยววางท่าเป็นคนกวาดถนน อีกเดี๋ยวก็จะวางทีเป็นเหยื่ออันโอชะในเกมล่อตะเข้
              ส่วนตัวปุรีเอง มีฉายาเป็นที่รู้จักมากมายหลายนามบิดาของเขาเรียกบุตรชายด้วยชื่อเต็มยศเสมอนั่นคือ วิชวาส ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้ย่นย่อเหลือเพียงวิช ด้วยมันช่างเหมาะเจาะคล้องจองกับคำว่า วิช (wish) ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า พรหรือสิ่งที่ปรารถนา (รวมกับนามสกุลแล้ว “วิช ปุรี” อาจแปลได้ว่า “ผู้ประทานพร”) อย่างไรก็ดี คนในครอบครัวและมิตรสหายเรียกเขาด้วยชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า “ชับบี้” – จ้ำม่ำ ซึ่งเป็นฉายาที่ตั้งให้ด้วยความรักใคร่เอ็นดู หาใช่หมายจะเล่นหัวล้อเลียนไม่ แม้ว่าท่านนักสืบควรต้องลดน้ำหนักตัวลงสักสิบห้ากิโลกรัม ตามที่คุณหมอโมหันสั่งเตือนไว้

               แต่สำหรับลูกน้อง นักสืบปุรียืนกรานที่จะให้ทุกคนเรียกเขาว่า บอส เป็นการตอกย้ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้จักที่ต่ำที่สูง ในประเทศอินเดีย การคุมอำนาจบัญชาการอย่างเข้มงวดถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ชาวอินเดียคุ้นเคยกับระบบลำดับชั้น และน้อมหัวเคารพคนมีอำนาจ ปุรีมักเปรยเสมอว่า “จะปล่อยให้พลทหารชั้นประทวนนึกว่าตัวเองเป็นนายพลได้อย่างไรกัน”

               นักสืบใหญ่เอื้อมไปหยิบเครื่องรับส่งวิทยุมือถือ แล้วพูดกรอกไปว่า

               “ไอ้หมอนั่นทำอะไรอยู่ ทราบแล้วเปลี่ยน”

               “แค่ไทม์พาส11ครับบอส”นายฟลัชตอบด้วยศัพท์ ฮิงลิช – อังกฤษปนฮินดีว่า เหยื่อยังเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเปื่อย เงียบไปสักพักแล้วเขาถึงนึกขึ้นได้ว่า ต้องไม่ลืมจบการสื่อสารด้วย “ทราบแล้วเปลี่ยน”

                หนุ่มฟลัชอายุสามสิบสองปี เป็นหนุ่มร่างผอม ใส่แว่นตากรอบกลมคู่หนาเตอะ เขากำลังนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถเก๋งฮินดูสถาน แอมบาสซาเดอร์12ฟลัชมีหน้าที่ตรวจดูความเรียบร้อยของเครื่องดักฟัง ที่ทีมงานได้ลอบติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้ที่บ้านเป้าหมาย และคอยตรวจฟังโทรศัพท์ทั้งเข้าและออก ในขณะเดียวกัน ทูบไลท์ ลูกทีมวัยกลางคน ปลอมตัวเป็นออโต้ริคชอว์-วัลลาฮ์13ในชุดมอมแมมเปื้อนคราบน้ำมัน ลากชัพพาลยาง14ย้อมผมสีแดงด้วยสมุนไพรเฮนนา ตาบอดข้างหนึ่ง เขานั่งยองๆ อยู่ข้างถนน แฝงกายร่วมวงพนันไพ่อยู่กับกลุ่มคนขับรถสิงห์บุหรี่บีดี15

                นักสืบปุรีเป็นนักแปลงกายตัวยง แต่สำหรับการปฏิบัติการวันนี้ เขาไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องต่างไปจากปกติ ทว่า ใครที่เคยพบเห็นเขาครั้งแรกอาจเข้าใจผิด คิดว่าเขาพิถีพิถันกว่าเคยก็เป็นได้ ด้วยปุรีมีเรียวหนวดแบบชายชาติทหารหาญ ลงแวกซ์ม้วนปลายขึ้นเก๋ไก๋ เขาเริ่มเลี้ยงหนวดตั้งแต่ตอนเกณฑ์ทหาร และสวมหมวกแซนดาวน์ทำด้วยผ้าขนสัตว์อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของปุรี หมวกนี้เป็นหมวกนำเข้าจากร้านเบทส์ บูติก ที่เป็นร้านขายหมวกบนถนนเจอร์มัน ย่านพิคคาดิลีในกรุงลอนดอน เขาสวมแว่นตากันแดดนักบิน ซึ่งเป็นทั้งแว่นสายตาด้วย

                ตอนนี้ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายนแล้ว ไอระอุของฤดูร้อนเริ่มบรรเทาเบาบาง ปุรีจึงเลือกใส่สูทซาฟารีสีเทาชุดใหม่ สั่งตัดเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับเสื้อเชิ้ตทุกตัวและสูททุกชุด โดยมิสเตอร์เอ็ม. เอ. ปธาน แห่งย่านศูนย์กลางธุรกิจคอนนอต์เพลส ผู้สืบเชื้อสายจากปู่ ซึ่งหลายครั้งเคยรับหน้าที่จัดการเรื่องเครื่องแต่งกายแก่มูฮัมหมัด อาลี จินนาห์ ผู้สถาปนาประเทศปากีสถาน

                “ฝีมือปักกา16มหาเนี้ยบเทียบระนาบได้กับย่านแซวิลโรว์เมืองผู้ดีจริงๆ” นักสืบเปรยกับตัวเอง ขณะชื่นชมตัวเองในกระจกในห้องเกสท์เฮ้าส์ “เยี่ยมยอด!”

                สูทชุดนั้นตัดเย็บอย่างประณีตไร้ที่ติ และเสริมส่งหุ่นอวบอ้วนท้วมพ่วงพีของปุรีจริงอย่างว่า กระดุมเงินลายกวางน้อยก็ช่างแลดูงามจับตา

                ปุรีหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ผ้าใบรอ นายราเมศ โคเอลซึ่งจะต้องเริ่มเคลื่อนไหวแน่ แค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เท่าที่นักสืบอย่างเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเจ้าหมอนี่ ทุกอย่างชี้ชัดว่า ไอ้หนุ่มนี่จะทนทานเรื่องล่อใจได้ไม่กี่น้ำหรอก

                ปุรีประจัญหน้ากับนายโคเอลเมื่อวันแรกแห่งการปฏิบัติการ โดยเขาแฝงกายเป็นช่างซ่อมโทรศัพท์ เข้าไปในบ้านหมายเลข76 นิวาสสถานของตระกูลโคเอล การเผชิญหน้ากันครั้งนั้น แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่นักสืบอย่างเขาก็ได้รู้ทุกอย่างที่อยากรู้ นายราเมศ โคเอล ไอ้หนุ่มผมตั้ง ชอบกร่างวางโต โลเล ไร้เป้าหมายในชีวิต ไม่ต่างไปจากหนุ่มสาวชนชั้นกลางวันนี้ ที่คบชู้กันดาษดื่น หย่าร้างกันเป็นว่าเล่น และไม่เหลียวแลพ่อแม่หรือคนแก่เฒ่า บางรายถึงกับส่งพวกท่านเข้าไปอยู่สถานเลี้ยงดูคนชรา พวกลูกชายไม่ยอมรับรู้ ไม่เข้าใจหน้าที่ของตนที่ควรมีต่อบุพการีและสังคมโดยรวมอีกต่อไป

               “ตามศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในภาคไอที บุรุษสตรีนับพันทำงานเคียงข้างกัน ถูกแรงเสน่หาดึงดูด ปล่อยตัวปล่อยใจมีสัมพันธ์ข้ามคืน” ปุรีรำพึงในจดหมายฉบับล่าสุดที่เขาส่งไปถึงหนังสือพิมพ์ ไทมส์ออฟอินเดียและท่านบรรณาธิการผู้ทรงเกียรติพิจารณาแล้ว เห็นชอบให้จดหมายฉบับนั้นได้ตีพิมพ์ “ในสภาพแวดล้อมเช่นปัจจุบัน ที่ชายหญิงถูกผลักดันให้ใกล้ชิดกัน โดยไม่มีครอบครัวคอยสอดส่องดูแลความเหมาะสม และขาดหลักศีลธรรมเตือนใจ ส่งผลให้แรงกดดันจากเพื่อนฝูงมีมากถึงขีดสุด แม้แต่หญิงสาวเยาว์วัยก็ยังสำส่อนมีสัมพันธ์ทางเพศก่อนวิวาห์ นอกใจสามี หรือแม้กระทั่งนอกใจชู้ ความไม่ซื่อสัตย์ต่อกันมีมาก จนชีวิตคู่หลายรายต้องเลิกรากันไป”

               ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องโทษอิทธิพลอเมริกัน ที่เน้นวัตถุนิยม ปัจเจกนิยม และเพิกเฉยต่อค่านิยมเรื่องสถาบันครอบครัว

               “ผู้คนไม่รู้สึกอิ่มเอิบกับการรับใช้สังคมอีกต่อไป ต่างเพิกเฉยต่อธรรมะ17สมัยนี้พวกคนหนุ่มต่างพากันใฝ่ฝันถึงชีวิตหรูหราห้าดาว นาฬิกาที่ใส่ต้องอวดยี่ห้อโอเมก้า ดินเนอร์ต้องเป็นอาหารอิตาเลียนในโรงแรม พักร้อนต้องบินไปดูไบ และต้องเป็นเจ้าของอพาร์ตเมนต์เก๋ไก๋ มีสาวงามไฉไลข้างกาย” ปุรีระบายต่อไปในจดหมาย “ดูเหมือนวัยรุ่นอินเดียเรา ต่างลอกเลียนเอาอย่างนิสัยพวกโกรา18ฝรั่งตาน้ำข้าวกันไปเสียหมดแล้ว”

                หกสิบปีหลังจากที่ คานธี-จี ขับไล่พวกตะวันตกไปได้ ชาวต่างชาติกำลังมีชัยเหนือภารตะมาตุภูมิอีกครั้ง

               “บอสครับ ฟลัชพูด เปลี่ยน”เสียงลูกทีมแทรกเข้ามาในภวังค์โทมนัสของปุรี

                “บอสพูด เปลี่ยน” นักสืบตอบ

               “ไอ้หนูยกหูโทรติดต่อแล้วฮะบอส อีกเดี๋ยวจะออกเดินทาง เปลี่ยน” ไอ้หนูคือรหัสลับที่ใช้เรียกนายโคเอล

                นักสืบรีบจ้ำอ้าวไปยังถนนเร็วจี๋ จนเกิดอาการหอบแฮกเล็กน้อยจากตอนออกแรงวิ่งลงบันได ก่อนไปสมทบกับฟลัชที่เบาะหลังของรถแอมบาสซาเดอร์ที่จอดรออยู่

                ทูบไลท์รีบคว่ำไพ่ในมือ พลางขอโทษขอโพยสหายคนขับรถในวงพนัน รวบเงินที่ชนะมาได้ (เกือบหกสิบรูปีทีเดียว ไม่เลวเลยสำหรับงานที่ลงแรงไปหนึ่งชั่วโมง) แล้วรีบเร่งเครื่องออโต้ที่เขาเช่ามาใช้จากนายภคัต ผู้เป็นญาติ

                ไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูรั้วแห่งนิวาสสถานตระกูลโคเอลก็เปิดออก รถอินดิคา แฮทช์แบ็ค คันสีแดงแล่นผ่านออกไป ก่อนจะหักเลี้ยวขวา ทูบไลท์รอท่าสักห้าวินาที จึงขับตามไป รถแอมบาสซาเดอร์ของปุรีตามมาข้างหลัง โดยมีแฮนด์เบรคเป็นสารถี

                 ทีมนักสืบรักษาระยะห่างพอประมาณ ขณะที่นายโคเอลบึ่งรถไปตามถนนโอลด์ริงโรด ปุรีแทบไม่กังขาเลยว่า เหยื่อกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด

                “เจ้าหมอนี่เป็นนักเรียนเก่าอังเกรซี19ก็จริงอยู่ แต่มันก็เป็นเพียงแมงเม่า บินเข้ากองไฟที่วิช ปุรีล่อไว้เท่านั้น” เขายิ้มกริ่ม

                 นายฟลัชให้ความเคารพเจ้านายเป็นอย่างสูง และเรียนรู้ที่จะทนฟังคำคุยโวของนาย จึงเพียงรับคำไปว่า “ช่ายครับ บอส”

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//