ภาษาไทย
  หน้าแรก     สินค้า     เกี่ยวกับเรา     บทความ     วิธีการชําระเงิน     ติดต่อเรา  
เข้าสู่ระบบ!!      
ค้นหา:
สถิติของเวบไซต์

เปิดเวบเมื่อ 20/08/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 15/04/2562
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 4812
หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (4812)
 นวนิยาย
 หนังสือแปล/วรรณกรรมแปล
 หนังสือเด็ก
 หนังสือฝึกภาษา
 หนังสือภาษาต่างประเทศ
 จิตวิทยา / ปรัชญา / จิตวิญญาน
 ประวัติศาสตร์/โบราณคดี/ชีวประวัติ/สารคดี
 สืบสวน/สอบสวน/ฆาตกรรม/ลึกลับ
 คู่มือความรู้ทั่วไป/อาหารการกิน
 โหราศาสตร์
 เบ็ดเตล็ด/ปกิณกะ
 สารคดี/ ท่องเที่ยว
 วรรณกรรมเยาวชน
 สุขภาพ
 Scholastic-หนังสือต่างประเทศ
 หนังสือมือสอง
 หนังสือมือสอง(สภาพใหม่)
 หนังสือพระราชนิพนธ์
 พุทธศาสนา
 หนังสือ-ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
 USBORNE children book
 Text Book
 สามก๊ก
 หนังสือชุดแนะนำ
 หนังสือมือสองมาใหม่

บริการของร้านค้า
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน
จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ

เว็บลิงค์
ช้อปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดในไทย
อาณาจักรของมือสอง
ประมูลสินค้าออนไลน์
ตลาดค้าส่งสินค้า
หางาน-หาคน ฟรี.!
ฟรี.! เว็บไซต์สำเร็จรูป
ระบบชำระเงินออนไลน์
ความรู้เกี่ยวกับ E-commerce
ตลาดสินค้าแฟชั่น
จดโดเมน
โฮสติ้ง ฝากเว็บไซต์
เล่นเกมส์ออนไลน์ ฟรี.!
ฝากไฟล์ อัพโหลด
สร้าง Blog ของตัวเอง ฟรี.!
พิกโพสต์ ประกวดภาพ




ร้าน book2t   ศูนย์รวมหนังสือนวนิยายออนไลน์ทั้งหนังสือแต่ง- แปล ทั้งในและต่างประเทศ

ยอดขายติดอันดับ"นวนิยายขายดี" รวมทั้ง หนังสือต่างประเทศเนื้อหาดีๆจากสำนักพิมพ์ Scholastic

โทร.สั่งซื้อโดยตรง: ตุ๊ก 086-332-0515   ********    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ

รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> หนังสือแปล/วรรณกรรมแปล >> สันสกฤต >> บุรกา อาฆาต Finding Nouf /sk

บุรกา อาฆาต Finding Nouf /sk - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
บุรกา อาฆาต Finding Nouf /sk






  Tell a Friend

บุรกา อาฆาต Finding Nouf /sk

รหัสสินค้า: 003342
ราคาปกติ 320.00 บาท
ราคาพิเศษ 288.00 บาท
ประหยัด 32.00 บาท
รายละเอียด:

ชื่อเรื่อง  บุรกา อาฆาต Finding Nouf

ผู้แต่ง : เดลฟีน มีนุย และ นูจู๊ด อาลี
ผู้แปล : ศุภลักษณ์ สนธิชัย

เรื่องย่อ

นายีร์หนุ่มนักสืบเลือดเนื้อเชื้อไขชาวเบดูอิน จะพาคุณหลงหายไปกับฝูงอูฐและเนินทราย เพื่อสืบหาปริศนาฆาตกรรมหญิงสาวลูกสาวครอบครัวเศรษฐี ด้วยยุทธวิธีชาวทะเลทรายผู้ทรนง หนังสือสืบสวนรสชาติสดใหม่ 

 

ทดลองอ่าน


                   ก่อนพระอาทิตย์จะตกดิน นายีร์เติมน้ำใส่กระติก  แล้วหนีบพรมผืนเล็กสำหรับละหมาด เดินขึ้นไปบนเนินทรายด้านทิศใต้  ทิ้งเสียงหัวเราะที่ดังมาจากกระโจมที่พักคนงานไว้เบื้องหลัง  พวกนั้นคงสนุกกับการเล่นไพ่กัน แล้วแจกเครื่องดื่มมีอัลกอฮอล์ ผลัดกันดื่มไปรอบๆวง  วิถีชีวิตในทะเลทรายสอนเขาให้รู้ว่า ไม่มีอะไรยับยั้งคนทะเลทรายไม่ให้ทำสิ่งในที่พวกเขาอยากทำได้  ถ้าพวกเขาอยากดื่ม เขาก็จะดื่ม  บางครั้งมันทำให้นายีร์ รู้สึกไม่ดีเลยที่เห็นพวกนั้นตื่นขึ้นมาด้วยอาการเมาค้าง ในตอนเช้าวันศุกร์  วันที่ต้องไปมัสยิดแท้ๆ แต่เนื้อตัวของพวกเขาเหม็นเหล้าคลุ้ง  แต่นายีร์ไม่พูดอะไรเลย  เขาไม่มีอารมณ์จะพูดจากับใครๆ ทั้งนั้น หลังจากหนึ่งสัปดาห์แห่งการค้นหาต้องคว้าน้ำเหลว

                   เขาเดินไต่เนินทรายขึ้นไปตามสบาย หยุดพักครั้งหนึ่ง เมื่อขึ้นไปถึงยอดเนิน  มองดูทิวทัศน์รอบตัวจากที่นั้น หุบเขาในทะเลทราย แวดล้อมด้วยเนินทรายสีอำพันด้วยแสงแห่งสนธยา  ฝูงแร้งที่บินว่อนวนเวียนอยู่เหนือซากของสุนัขจิ้งจอกยังเป็นเป้าสายตา  ฝูงแร้งนำพาพวกเขาให้มาที่นี่  แต่พอมาถึงแล้วจึงได้รู้ว่า  มันไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดคิด

                   สองวันมาแล้ว ที่พวกเขาเลิกการค้นหาแบบพลิกทรายทุกเม็ดในทะเลทราย  เปลี่ยนมาเป็นเฝ้าติดตามฝูงแร้ง แทนแต่ปรากฏว่าเขาต้องผิดหวังทุกครั้งที่พบว่าฝูงแร้งที่ตามมาตลอดวันนั้น  มันติดตามมารุมทึ้งซากศพของสุนัขจิ้งจอกหรือซากกวาง  ถึงแม้ว่าสิ่งที่พบจะทำให้เขาโล่งใจ  แต่ลึกลงไปในใจเขาอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ เขายังไม่สิ้นหวังที่จะได้พบเธอ

                   นายีร์หยิบเข็มทิศออกมาหาทิศที่ตั้งเมกกะแล้วปูพรมหันไปทางทิศนั้น  เขาเปิดฝากระติกออกมา ก้มลงไปดมกลิ่นน้ำ  น้ำในกระติกมีกลิ่นสารตะกั่วปนอยู่บ้าง   เขาคุกเข่าลงบนพรม เทน้ำจากกระติกออกมาล้างมือ ล้างแขน ลูบท้ายทอยและใบหน้า  แล้วจึงปิดฝากระติก  น้ำเย็นทำให้เนื้อตัวของเขาชุ่มชื้นขึ้น

                   เขายืนขึ้นสำรวมใจสวดมนต์ แต่จิตใต้สำนึกที่กังวลถึงนูฟตลอดเวลา  รบกวนสมาธิของเขาจนจิตใจไม่สงบ เขาพยายามปัดภาพใบหน้าและรูปร่างของเธอออกไปจากความคิดคำนึง แต่ยิ่งคิดถึงเธอมากเท่าใด ภาพของเธอก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำมากขึ้นเท่านั้น  ในใจเขา เห็นภาพเธอเดินฝ่ากระแสลมในทะเลทราย  ชายเสื้อคลุมสีดำที่เธอสวมถูกลมพัดกระพือรอบๆ ข้อเท้าที่ถูกแดดเผา

                  “โอ..อัลลอฮ์โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด..ที่คิดถึงข้อเท้าของเธอ” เขาพร่ำภาวนาในใจ “ข้าหวังให้ได้พบเธอยังมีชีวิตอยู่”

                   เมื่อหยุดสวดมนต์ ใจเขาประหวัดคิดถึงนูฟอีก  ในมโนคติ เขามองเห็นเธอคุกเข่าลง กอบทรายใส่ปากเพราะภาพลวงตาทำให้เห็นทรายกลายเป็นน้ำ  เขานึกเห็นภาพเธอนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นทราย โทรศัพท์มือถือกำแน่นอยู่ในมือ  ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะร้อนจัดเพราะถูกแดดเผาไหม้มือเธอ  เขามองเห็นภาพเธอถูกสุนัขจิ้งจอกฉีกทึ้งออกเป็นชิ้นๆ  เขาตั้งใจสวดมนต์  พยายามขจัดภาพน่ากลัวในจินตนาการออกไป พยายามคิดถึงภาพของนูฟที่กระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะมีชีวิตอยู่  คืนนี้  จิตใจเขาอ่อนล้าจนเกินกว่าที่จะหวังพึ่งปาฏิหาริย์ใดๆมาช่วยให้ได้พบเธอ

                 เขาสวดมนต์เสร็จ  รู้สึกเหนื่อยใจกว่าทุกครั้ง ม้วนพรมเก็บ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนพื้นทราย ทอดสายตามองออกไปยังเนินทรายสูงๆต่ำๆในทะเลทรายที่กว้างใหญ่จรดขอบฟ้า  กระแสลมโลมไล้ทะเล ทราย หอบเอาละอองละเอียดของฝุ่นทราย ฟุ้งกระจายตามทิศทางที่ลมพาไป  รูปร่างของเนินทรายจะเปลี่ยนไปตามกระแสลม อย่างไม่สิ้นสุด ละอองทรายถูกลมหอบขึ้นไปเป็นกรวยแหลมแล้วม้วนตัวอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ราวกับลีลาเยื้องกรายของอสรพิษ พวกเบดูอินสอนนายีร์ให้รู้จักดูสัญญาณธรรมชาติเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ว่าเมื่อใดจะเกิดพายุทะเลทราย หรือทิศทางลมในวันรุ่งขึ้นจะพัดไปทางไหน  เบดูอินบางคนเชื่อว่า สัญญาณลมแฝงความหมายทางปรัชญาเอาไว้ด้วย  บัดนี้ ภาพทะเลทรายตรงหน้าเขากำลังก่อรูปร่างเป็นพระจันทร์เสี้ยว ที่กำลังจะกลายเป็นจันทร์ครึ่งดวงบนขอบฟ้า  จันทร์เสี้ยวมีความหมายสื่อว่า อากาศกำลังจะเปลี่ยนแปลง

                 เขานึกถึงภาพถ่ายของนูฟ ที่เก็บอยู่ในกระเป๋าเสื้อ  มองไปรอบๆ ตัวเพื่อดูว่ามีใครตามเขาขึ้นเนินมาบ้าง เมื่อไม่เห็นใคร เขาจึงหยิบรูปถ่ายออกมาดู  เพ่งมองภาพใบหน้าสตรีเจ้าของภาพอย่างพินิจพิเคราะห์

                ในภาพนั้น นูฟ อัช - ชะห์ราวี ยืนยิ้มอย่างมีความสุขอยู่กลางภาพ เธอกำลังตัดเค้กวันเกิดของน้องสาวคนเล็ก  นูฟมีจมูกยาว ดวงตาดำ และรอยยิ้มที่สดสวย  ไม่น่าเชื่อเลยว่า หลังจากถ่ายภาพนี้เพียงสี่สัปดาห์ นูฟก็หนีเตลิดจากบ้านไปในทะเลทราย ทิ้งทรัพย์สมบัติ  ทิ้งชีวิตที่หรูหราสุขสบายและทิ้งคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกัน ทิ้งครอบครัวใหญ่ของเธอไว้ข้างหลัง ทิ้งกระทั่งน้องสาวคนเล็กอายุเพียงห้าขวบที่แหงนหน้ามองนูฟด้วยสายตาบอกความรักและบูชาเธออย่างสุดซึ้ง  ทำไม?  เขาสงสัยขึ้นมาทันที  นูฟเพิ่งอายุสิบหกปีเท่านั้น  ยังมีชีวิตที่รื่นรมย์คอยเธออยู่ข้างหน้าแทบเท้าเธอ

                 เธอไปไหน?

                 ตอนอ็อตมาน โทรศัพท์มาบอกว่า น้องสาวเขาหายไปจากบ้าน  นายีร์รู้สึกว่าเสียงของอ็อตมานเหมือนคนเสียขวัญ ซึ่งผิดวิสัยของคนที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น “ผมยอมกรีดเลือด ถ้ามันจะช่วยตามหาเธอพบ” อ็อตมานย้ำคำพูดอย่างจริงจัง เสียงจากปลายสายหยุดไปครู่ใหญ่ นายีร์รู้ว่าอ็อตมานกำลังร้องไห้  ได้ยินเสียงเขาสะอื้นแผ่วๆ  ตั้งแต่รู้จักกันมา  อ็อตมานไม่เคยขอร้องให้เขาทำอะไรให้เลย นายีร์จึงรับปากว่าจะช่วยตามหานูฟ

                 หลายปีมาแล้วที่นายีร์เป็นคนพาคนในตระกูลชะห์ราวีไปเที่ยวทะเลทราย  มีครอบครัวเศรษฐีเหมือนกับตระกูลชะห์ราวีมากกว่าสิบตระกูล ที่มาขอให้เขาเป็นไกด์นำทางไปค้างแรมในทะเลทราย คนพวกนี้เหมือนกันหมด ตรงที่มีความร่ำรวยล้นฟ้า  แต่เย่อหยิ่ง และเอาแต่ใจ  ทั้งยังมีความกระหายอยากที่จะพิสูจน์ว่าตนเองมีเชื้อสายเบดูอินซึ่งเป็นเจ้าแห่งทะเลทราย   ทั้งๆ ที่จริงแล้ว   พวกนั้นมองเห็นแต่ความสำคัญของบ่อน้ำมัน ขุมทรัพย์ใต้ดินที่ทำให้เขาร่ำรวยมหาศาลกันมากกว่าอย่างอื่น  แต่ว่า..อ็อตมานแตกต่างจากคนเหล่านั้น  อ็อตมานเป็นหนึ่งในไม่กี่คน ที่หลงรักทะเลทรายอย่างจริงจังเหมือนนายีร์ เช่นเดียวกับคนที่มีสมอง จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าและประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยวผจญภัยในทะเลทราย   อ็อตมานไม่ยอมขี่อูฐ  จนกว่าจะมีคนสอนให้เขารู้วิธีลงจากหลังอูฐ  เขาไม่เคยถูกแดดเผาไม่เคยหลงทางความรักในสิ่งเดียวกันทำให้ชายหนุ่มทั้งสองสนิทสนมกัน และคบหาเป็นเพื่อนกันมาตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

                  ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับน้องสาวที่หายไป ที่นายีร์ฟังจากอ็อตมานทางโทรศัพท์ ไม่ปะติดปะต่อกันเลย  เขาบอกเพียงว่า น้องสาวเขาไปแล้ว หนีออกจากบ้านไป หรือไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่า เธอถูกลักตัวไปเรียกค่าไถ่ เพราะตระกูลนี้มั่งคั่งร่ำรวยมหาศาล  เป็นไปได้ที่มีคนคิดหาเงินด้วยการจับนูฟไปเรียกค่าไถ่  แต่การจับตัวลูกเศรษฐีไปเรียกค่าไถ่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หรือเกิดขึ้นบ่อยนัก  แม้ว่าน้องสาวเขาจะหายตัวไปเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น  แต่พวกเขารู้สึกว่ามันนานเหลือเกิน  นายีร์พยายามถามอีกเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม  คำตอบคือ ไม่มีใครรู้ว่าเธอออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อไร พวกเขารู้ว่าเธอหายไปในตอนเย็นมีคนเห็นเธอเป็นครั้งสุดท้าย ตอนสายๆของวันนั้นพอตกบ่ายครอบครัวจึงรู้ว่า มีของหลายอย่างหายไปพร้อมกับนูฟคือรถปิ๊กอัพเสื้อคลุมสีดำที่เธอเตรียมไว้ใส่ไปฮันนีมูนหลังแต่งงาน ต่อมาพวกเขาก็ได้รับรายงานว่า อูฐตัวหนึ่งหายไปจากคอก จึงคิดว่าเธอหนีไปในทะเลทราย

                  การหายตัวไปของนูฟทำให้ทุกคนแปลกใจ “เธอเป็นคนมีความสุข” อ็อตมานบอก “ กำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว”

                  “บางที เธออาจจะเครียดกับการแต่งงาน?” นายีร์ถามอย่างสุภาพ

                  “ไม่ใช่หรอก เธออยากแต่งงานมากนะ”

                  อาจจะมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งมากกว่านี้  แต่อ็อตมานไม่ปริปากเอ่ยออกมา

                   วันรุ่งขึ้น นายีร์เตรียมการสำหรับไปทะเลทราย เขาปฏิเสธที่จะรับเงินค่าจ้างก้อนโต ที่ตระกูลชะห์ราวีเสนอให้ เขายอมรับเงินมา แค่จำนวนที่จำเป็นต้องใช้ในการนี้เท่านั้น เขาเช่าอูฐห้าสิบสองตัว และติดต่อคนในทะเลทรายทุกคนที่เขารู้จัก  เขาโทรศัพท์ไปหาหน่วยพิเศษของกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้หน่วยงานนั้นใช้ดาวเทียมของกองทัพช่วยค้นหา แต่เครื่องมือนั้นติดภารกิจสำคัญอยู่จึงไม่อาจทำตามคำขอร้องของนายีร์ได้  นอกจากนี้เขายังจัดการรวบรวมทีม ที่มีความสามารถพิเศษในการช่วยชีวิตไปด้วยอีกสิบสองคน และจ้างชาวเบดูอินกลุ่มหนึ่งให้ช่วยทำภารกิจนี้เป็นงานพิเศษนอกเวลา  คนพวกนั้นไม่ยอมแม้แต่จะชำเลืองดูรูปนูฟ โดยให้เหตุผลว่า ไม่จำเป็นต้องดูรูปหรอก เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้หญิงที่หนีออกจากบ้านไปสู่โลกในทะเลทรายที่อ้างว้างไพศาล ย่อมเป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว  พวกเบดูอินสรุปเอาเองว่า นูฟหนีตามคู่รักชาวอเมริกันไป เพื่อหลีกเลี่ยงพิธีแต่งงาน  พวกเขาคิดเช่นนั้น เพราะเคยมีหญิงสาวชาวซาอุดีหลายคนหลงรักชายอเมริกันจนถึงกับยอมฝ่าฝืนประเพณี ทำผิดกฎหมายอิสลาม แต่เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ  เท่าที่นายีร์ได้ยินมา ไม่เคยมีสาวซาอุดีคนไหน หนีตามคนรักไปในทะเลทราย

หน้าแรก  |  สินค้า  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//